โปรแกรมทัวร์
ผู้ชม
วันนี้ 60
เมื่อวาน 316
ทั้งหมด 108,691
ชมหน้าอื่นๆ
วันนี้ 60
เมื่อวาน 316
ทั้งหมด 128,708
อินเดีย


อินเดีย เป็นประเทศสำคัญในภูมิภาคเอเชีย ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายพันปี ที่สำคัญอินเดียเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมที่เก่าแก่และเจริญรุ่งเรืองมาแต่ ครั้งโบราณกาล 

เมื่อกล่าวถึงอินเดีย มิใช่เฉพาะประเทศในซีกโลกตะวันออกเท่านั้นที่รู้จักโดยทั่วกัน แม้แต่ประเทศในซีกโลกตะวันตก ต่างก็รู้จักดินแดนแห่งนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากเรื่องราวของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (356-323 B.C.) แห่งมาซิโดเนีย ครั้งหนึ่งพระองค์ได้เคยยาตราทัพมายังดินแดนแถบนี้ โดยมุ่งหมายจะยึดครองอินเดียให้จงได้ ตามข้อสันนิษฐานของนักโบราณคดี ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า ภาคเหนือของอินเดียได้เคยมีการติดต่อกับอารยธรรมเมโสโปเตเมียในลุ่มแม่น้ำไท กริสและยูเฟรติสมาก่อนแล้ว

สภาพภูมิอากาศ อินเดียมี 3 ฤดูกาลได้แก่

  • ฤดูร้อน ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายนอุณหภูมิสูงสุดประมาณ 35 องศาเซลเซียส
  • ฤดูฝน ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายนอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 28 องศาเซลเซียส
  • ฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม-มีนาคมอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 10-17 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิต่ำสุดประมาณ - 3 องศาเซลเซียส เฉพาะบางเมืองเท่านั้น

เวลา เวลาในประเทศอินเดียช้ากว่าในประเทศไทย 1.30 ชั่วโมง แต่การทำกิจกรรมและบริหารเวลาจะต่างกันมากโดยทั่วไปชาวอินเดียส่วนใหญ่จะเริ่มงานและทานอาหารเช้าเวลา 10.00 น. และพักเที่ยงตอน 14.00 น.หรือ 15.00 น. และทานอาหารเย็นตอน 20.00 น.

ภาษา ภาษาฮินดีเป็นภาษาที่ใช้โดยประชาชนส่วนใหญ่ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในวงราชการและธุรกิจ นอกจากนั้นยังมีภาษาท้องถิ่นอีกนับร้อยภาษา แต่ที่ใช้กันมากมี 14 ภาษา คือ อูรดู เตลูกู เบงกาลี ทมิฬ และปัญจาบี

เงินตรา รูปีอินเดีย (INR) หน่วยย่อยของรูปีเรียก เปซ่า (Paise) อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 40.88 รูปี และ 1 รูปี เท่ากับ 0.67 บาท ( ก.ย. 2553) บัตรเครดิตที่สามารถใช้ได้ทั่วไปคือบัตร Visa American Express และ Mastercard




ระบบไฟฟ้า ใช้ระบบไฟฟ้าเช่นเดียวกับประเทศไทย หากต้องการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเมืองไทยไปใช้ที่อินเดีย อาจจะต้องเปลี่ยนปลั๊กไฟเป็นแบบขากลม


ตัวอย่างปลั๊กไฟในอินเดีย

ฟิลม์และกล้องถ่ายรูป ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

การใช้โทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือที่นำไปจากประเทศไทยสามารถนำไปใช้ได้ เพียงแต่ซื้อซิมการ์ดเปลี่ยนเท่านั้นและมีราคาถูกมากประมาณ 99 บาทและซื้อบัตรเติมเงินที่มีราคาตั้งแต่ 350 – 1150 รูปี    ค่าโทรศัพท์ระหว่างประเทศที่ใช้มือถือโทรออกประมาณนาทีละ 16 บาท ถ้าทางครอบครัวโทรจากเมืองไทยเข้าที่เครื่องเวลารับจะไม่เสียเงิน แต่ถ้าใช้โทรศัพท์ระหว่างประเทศระบบ IDSL จะถูกกว่ามากซึ่งจะเห็นติดป้ายอยู่ตามร้านอินเตอร์เน็ตทั่วไปมีระบบดิจิตอลจับเวลานาทีละ 7 บาท

การให้ทิป การให้ทิปในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

อาหารการกิน อาหารอินเดีย ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ อย่างแรกเป็นอาหารทานเล่นหรืออาหารเรียกน้ำย่อย  อาหารทานเล่นในอินเดีย มักเป็นจำพวกของทอดต่างๆ เช่น กะหรี่ปั๊ป ข้าวเกรียบแผ่น ซาโมซ่า ซามิกาบั๊ป และพาโคร่า เป็นต้น  จะทานคู่กับน้ำจิ้ม 3 ชนิด แล้วแต่ว่าจะทานแบบไหน มีทั้งน้ำจิ้มสีเขียว รสชาติเผ็ดหน่อยๆ หรือจะเป็นน้ำจิ้มสีน้ำตาล ออกเปรี้ยวนำ และน้ำจิ้มหอมแดงดอง

หลังจากที่ได้ทานอาหารทานเล่นแล้ว ก็ตามด้วยประเภทที่สอง ที่เรียกว่าอาหารจานหลัก ซึ่งโดยทั่วไปมักจะมีลักษณะคล้ายแกงของคนไทย  ทานพร้อมๆ กันกับพวกของปิ้ง ของย่าง หรือของทอด เช่น แทนดูรี่ เป็นของชนิดย่าง อย่าง พวกไก่ย่างใส่เครื่องเทศ เป็นต้น  แต่ถ้าเป็นพวกแกง คนอินเดียไม่ค่อยใส่เนื้อกับผักปนกัน เลือกใส่อย่างใดอย่างหนึ่งลงไป เช่น ถ้าแกงใส่ผัก ก็จะมีแต่ผักเท่านั้น
ส่วนของหวานสำหรับคนอินเดีย จะมีไว้ทานคู่กับชาอินเดีย และของหวานโดยมากจะทำจากนม เนย โยเกิร์ตเท่านั้น  แต่สำหรับเครื่องดื่ม เน้นไปที่นมและโยเกิร์ต ปั่นรวมกับผลไม้สดๆ หรือจะเป็นประเภทชาอินเดีย แค่นี้ก็สามารถทำให้เห็นแล้วว่า อาหารอินเดียเป็นอาหารนานาชาติอีกชนิดหนึ่ง ที่น่าสนใจ และไม่มีขั้นตอนใดๆ ให้คนทานยุ่งยากใจ

รายการช้อปปิ้ง
  • ผ้าคลุมไหล่
  • พระพิฆเนศ
  • งานหินแกะสลัก
  • เปเปอร์มาเช่
  • กระเป๋า
  • กล่องไม้แกะสลัก
  • กำไล
  • ฯลฯ

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

  • สถูปรามาภาร์

  • ทัชมาฮาล

  • สวนโมกุล

  • โซนามาร์ค

  • กุลมาร์ค

  • ดาร์จีลิ่ง

  • วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

  • พระราชวังอัมเบอร์พาเลซ

  • พระราชวังเลห์

  • วัดธิคเซย์

  • กุ ตุป มีนาร์ หอนี้เป็นสัญลักษณ์ของกรุงเดลี หอสูงกุตุป มีนาร์ สร้างขึ้นในปีพุทธศักราช 1736โดยสุลต่านองค์แรกของอินเดีย ทรงสร้างขึ้นเพื่อ ฉลองชัยชนะของชาวมุสลิมบนแผ่นดินอินเดียสุลต่านองค์นี้

  • ราช กัจ  เป็นสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในย่านเดลีเก่า “ราชกัจ” เป็นอนุสรณ์สถานที่พักสุดท้ายอันสงบร่มเย็นของท่านมหาตมะ คานธี เรียกว่า Smadhi of Mahatama Gandhi บริเวณที่ฝังศพของท่านมหาตมะ เป็นสนามหญ้ารูปสี่เหลี่ยมแวดล้อมด้วยเนินดิน สูงทั้งสี่ด้านมีทางเดินขึ้นเป็นเนินที่ค่อยๆ ลาดสูงขึ้นไป ข้างบนเป็นทางเดินรอบๆ มองลงมาเห็นที่ฝังอังคารของท่านมหาตมะ เป็นแท่นหินแกรนิตสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกลาง มีทางเข้าไปยังแท่นบูชาสี่ด้าน อยู่ระหว่างทางเดินขึ้นเนิน เมื่อเข้าไปในบริเวณนี้ทุกคนจะต้องถอดรองเท้าก่อนที่จะเดินเข้าไปคารวะท่านมหาตมะ คานธี  บนแท่นหินสีดำที่ข้างล่างบรรจุอังคารของท่านมหาตมะอยู่นั้น จุดประทีปบูชาไว้ตลอดเวลา 1 ดวง บนแท่นหินโรยกลีบดอกไม้หลากสีเป็นมาลาบูชาท่านมหาตมะคานธี นอกจากสถานที่สำคัญเหล่านี้แล้ว กรุงเดลียังเป็นแหล่งรวมศิลปะดนตรีและการแสดงแขนงต่างๆ ของอินเดีย กับทั้งเป็นที่รวมของภัตตาคารอาหารอร่อยนานาชนิด ทั้งอาหารพื้นเมืองอินเดียและอาหารต่างชาติด้วย

  • ถ้ำอชันตา เป็นถ้ำที่เป็นของพระพุทธศาสนาล้วน ๆ ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปีพุทธศักราช ๓๕๐-๔๐๐ มาสิ้นสุดประมาณพ.ศ.๑๒๐๐  ตั้งอยู่ทิศตะวันออก เฉียงเหนือของเมืองออรังกบาด รัฐมหาราษฎร์ อินเดีย  ในปี พ.ศ.๒๓๖๒ ได้มีทหารอังกฤษ สังกัดกองทัพที่เมืองมัทราส ออกเดินทางมาล่าสัตว์ คราวหนึ่งได้วิ่งตามกวางที่หนีเข้าไปในถ้ำจึงได้พบถ้ำอชันตาดังกล่าว  ภายในถ้ำแห่งนี้มีจิตรกรรมภาพเขียนผนังที่งดงามหาใดเปรียบ  ปัจจุบันได้รับจดขึ้นเป็นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ทั้งหมดมี ๓๐ ถ้ำ แต่ละถ้ำจะถูกเจาะแกะสลักเป็นพระพุทธรูปที่งดงามน่าทึ่งในศรัทธาของผู้สร้างยิ่งนัก

  • มรดกโลกอินเดีย – ป้อมอักรา ป้อมอักรา (Agra Fort) สร้างขึ้นในยุคจักรวรรดิโมกุล โดยจักรพรรดิอักบาร์ (Akbar) ในระหว่างปี ค.ศ. 1565-1574 ตั้งอยู่บริเวณหัวโค้งของแม่น้ำยมุนา มีความยาวตามริมฝั่งแม่น้ำถึง 2.5 กิโลเมตร ประกอบด้วยกำแพงที่สร้างด้วยหินทรายสีแดง ประตูทางเข้าที่ตกแต่งประดับประดาด้วยกระเบื้องหลากสีสัน พร้อมด้วยอาคารมากถึง 500 หลังอยู่ภายใน อาคารส่วนใหญ่สร้างเพิ่มเติมขึ้นในสมัยหลัง โดยใช้หินอ่อนเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง

  • พาราณสี เมืองพาราณสีตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงเดลี เมืองสำคัญนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวอินเดียเชื่อว่าไหลมาจากสวรรค์ (ภูเขาหิมาลัย)  พาราณสีเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดูเมืองเก่าแก่ที่มีถนนรอบเมืองวกวนไปมาตามโบสถ์และที่บวงสรวงบูชาพระเป็นเจ้าของศาสนาฮินดูที่ตั้งอยู่เป็นระยะๆ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ในยามเช้าตรู่จะเห็นชาวฮินดูทุกเพศทุกวัยมีทั้งชาวบ้านผู้แสวงบุญแลุผู้ ผู้สละโลกละทิ้งเคหสถาน ที่เรียกกันว่า “สัญวาสี” (Sannyasi) ออกมานั่งสวดมนต์ยามอาทิตย์อุทัย บ้างก็อาบน้ำชำระร่างกายเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ บ้างก็อาบน้ำชำระบาป บ้างก็มาสวดมนต์อ้อนวอนขอพรพระแม่คงคา ทุกเช้าจะมีพ่อแม่ชาวฮินดูอุ้มเด็กทารกแรกเกิดมาจุ่มในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในขณะที่ใกล้ๆ กันนั้น ญาติมิตรช่วยกันเอาศพคนตายมาลอยในแม่น้ำคงคา ตามความเชื่อว่าเป็นการส่งผู้ตายขึ้นสวรรค์ประมาณว่าทุกเช้าจะมีชาวฮินดูจากทุกสารทิศในอินเดียมาอยู่ที่ริมแม่น้ำคงคาในเมืองพาราณสีนับพันนับหมื่นคนจนเต็มฝั่งแม่น้ำ ภาพชีวิตของชาวอินเดียส่วนที่หยุดกาลเวลาไว้กับที่เป็นเวทีชีวิตแห่งเดียวในโลกที่นักท่องเที่ยวจะได้รับความประทับใจจนไม่มีวันลืมเลย

  • หมู่บ้านฮินดูโบราณ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Tungabhadra อยู่ทางเหนือของรัฐคานาตากะ ห่างจากเมืองบังกาลอร์ 353 กิโลเมตร เมืองนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของอาณาจักร วิจารายานาการา (Vijayanagara) ในอดีต ซากเมืองโบราณ วัด ในเมืองนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น เมืองแห่งมรดกโลก โดย ยูเนสโก ชาวฮินดูถือว่าเป็นเมืองสำคัญทางศาสนา ทุกๆปีฝ่ายบริหารของรัฐ คานาตากะ จะจัดให้มีการเฉลิมฉลอง วิจารายานาการา ทุกๆปีในเดือน พฤศจิกายน

  • สาญจี อยู่บริเวณส่วนกลางของประเทศอินเดียที่นี่เป็นพุทธศาสนสถานที่สำคัญมากอีกแห่งหนึ่งสร้างในสมัยราชวงศ์ศุงคะปกครองอินเดีย (ราวพุทธศตวรรษที่ 9-11) เป็นต้นแบบสำคัญให้กับเจดีย์ในพุทธศาสนารุ่นแรกๆของเอเชีย รวมทั้งพระปฐมเจดีย์องค์เดิม

  • สุสานฮุมายัน เป็นโบราณสถานในยุคกลางของอินเดีย สุสานฮุมายัน (Humayun tomb in Delhi) ตั้งอยู่ในกรุงเดลี นครหลวงของอินเดีย สุสานฮุมายัน (Humayun tomb in Delhi) สร้างเสร็จในปี 2114 เป็นสุสานพร้อมทั้งอุทยานแห่งแรกของอินเดีย มเหสีของ Humay สั่งให้สร้างขึ้น สุสานแห่งนี้แสดงถึงจุดเริ่มของสถาปัตยกรรมแบบโมกุล ซึ่งได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับสิ่งก่อสร้างที่คล้ายคลึงกัน เช่น ทัชมาฮาล เป็นต้น สร้างขึ้นจากหินทรายสีแดง พร้อมกับการใช้หินอ่อนทั้งสีขาวและดำ สุสานฮุมายัน (Humayun tomb in Delhi) ได้ขึ้นทะเบียนรายชื่อกับองค์การยูเนสโกในปีพุทธศักราช 2536

เทศกาลสำคัญ
  • เทศกาลบูชาพระคเณศ (Lord Ganesh) เทพเจ้าแห่งปัญญาและการขจัดอุปสรรคทั้งปวง เริ่มต้นแล้ววันนี้ โดยเทศกาลนี้มีชื่อเรียกว่า คเณศจตุรถี (Ganesh Chaturthi) หรือที่เรียกกันทั่วไปในปูเณ่ว่า กันปาตี (Ganpati Festival) เพื่อเฉลิมฉลองวันประสูติของพระองค์ ในเดือนเดือนภาทรบท (Bhadrapada) ตามปฏิทินฮินดู ปกติชาวฮินดูจะสวดภาวนาต่อพระคเณศก่อนที่จะเริ่มกิจการงานสำคัญใดๆ ด้วยเชื่อกันว่าพระองค์จะบันดาลให้ความปรารถนานั้นสัมฤทธิ์ผลสมประสงค์  เทศกาลคเณศจตุรถี
  • เทศกาลอาหารมุสลิมในวันออกศีลอด อีดิลฟิตรี (Eid-ul-Fitr) : อีดิลฟิตรี (Eid-ul-Fitr) ถือเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของชาวมุสลิม หลังสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนเป็นเวลานานถึงหนึ่งเดือน ชาวมุสลิมจึงมีการเลี้ยงฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ภายในครอบครัว ญาติมิตร และเพื่อนฝูง บ้างก็พาครอบครัวออกมารับประทานอาหารนอกบ้าน มาเที่ยวและจับจ่ายซื้อข้าวของกันอย่างสนุกสนานในวันหยุดวันนี้
  • เทศกาลกฤษณะจันมาสตามิ (Krishna Janmashtami) :  หรือวันประสูติพระกฤษณะ ที่ปูเณ่เรียกเทศกาลนี้ว่า “ดะฮี แฮนดี (Dahi Handi)” เมื่อวานนี้ เป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนาน มีสีสัน และลุ้นกันจนตัวโก่ง โดยเฉพาะในตอนกลางคืน ที่มีการเล่นต่อตัวกันขึ้นไปดึงหม้อแฮนดีที่แขวนไว้บนที่สูงลงมา และหม้อนี้มีแขวนไว้เป็นระยะระหว่างถนนสองฟาก ในตรอกซอกซอยต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณหน้าวัด ยิ่งถ้าเป็นวัดใหญ่ ก็จะมีการแข่งขันและเงินรางวัลให้สูง สำหรับทีมที่สามารถดึงหม้อแฮนดีที่แขวนไว้สูงมากลงมาได้โดยมีเงิน 1 แลกห์ หรือ 1 แสนรูปีจากนักการเมืองเป็นรางวัล ทีมที่ีชนะนี้ต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างมากทีเดียว
  • เทศกาลรักษาบันดาล (Raksha Bandhan) :  บ้างก็เรียกว่า ราคี (Rakhi) เป็นเทศกาลของชาวฮินดูที่เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายกับน้องสาว ในวันเพ็ญแห่งเดือนศรวณะ (Shravana) ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 24 สิงหาคม วันนี้จึงถือว่าเป็นวันสำคัญที่เฉลิมฉลองกันทั่วอินเดีย เพื่อแสดงออกถึงความรักความผูกพันระหว่างพี่ชายและน้องสาว

เว็บสำเร็จรูป
×