โปรแกรมทัวร์
ผู้ชม
วันนี้ 50
เมื่อวาน 20
ทั้งหมด 96,493
ชมหน้าอื่นๆ
วันนี้ 50
เมื่อวาน 25
ทั้งหมด 115,241
ข้อมูลทั่วไป สิกขิม (Sikkim) (สวิสเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย)
  • สิกขิม มีที่มาจากคำ 2 คำในภาษาลิมบู (Limbu) คือ คำว่า “Su” หมายถึง ใหม่ และคำว่า “Khyim” ที่หมายถึง พระราชวัง หรือ บ้าน เมื่อรวมกันแล้ว สิกขิมจึงหมายความว่า “พระราชวังหรือบ้านหลังใหม่” ซึ่งมีผู้ปกครองคนแรกคือ Phuntsok Namgyal (ส่วนในภาษาทิเบต คำว่า สิกขิมคือ Denjong ซึ่งมีความหมายว่า หุบเขาแห่งข้าว)
  • สิกขิม (Sikkim) เป็นรัฐที่เล็กที่สุดเป็นอันดับสองรองจากรัฐ “กัว” หรือ “โคอา” (Goa) ในประเทศอินเดีย มีพื้นที่ทั้งสิ้น 7,098 ตารางกิโลเมตร และมีเมืองหลวงชื่อว่า “กังต็อก” (Gangtok) ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด (ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของสิกขิม) 
  • สิกขิมมียอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาคันชังจุงก้าสูง (Khangchendzonga) เดิมมีความสูงถึง 8,598 เมตร ซึ่งคนพื้นเมืองถือเป็นยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ เพราะเชื่อกันว่าที่ยอดเขานี้เป็นที่เก็บสัญลักษณ์ทั้ง 5 อย่างของพระเจ้า คือ เงิน ทอง รัตนชาติ และพระคัมภร์ สำหรับยอดเขาคันชังจุงก้าเป็นยอดเขาสูงอันดับ 3 ของโลก รองจากยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูง 8,848 เมตรและ ยอดเขาเคทูที่สูง 8,611 เมตร

อาณาเขตของรัฐสิกขิม 

  • ด้านตะวันตกติดกับประเทศเนปาล
  • ด้านเหนือและตะวันออก ติดกับทิเบต
  • ตะวันออกเฉียงใต้ติดกับภูฎาน
  • ด้านทิศใต้ติดกับรัฐเบงกอลตะวันตก
การปกครอง : สิกขิมแบ่งการปกครองออกเป็น 4 เขต ได้แก่ สิกขิมเหนือ สิกขิมใต้ สิกขิมตะวันออก และ สิกขิมตะวันตก
ภาษาที่ใช้ในสิกขิม : ภาษาฮินดี ภาษาภูเทีย เลปชา ลิมบู โดยมีภาษาราชการคือ ภาษาอังกฤษ
ศาสนาที่นับถือ : ศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ
เวลา : อินเดียเวลาช้ากว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมงครึ่ง

ภูมิอากาศสิกขิม  ด้วยความที่สิกขิมมีภูมิประเทศที่เป็นภูเขา ไม่มีที่ราบ จึงทำให้สิกขิมมีสภาพภูมิอากาศเพียง 3 ฤดูคือ
  • ฤดูใบไม้ผลิ ประมาณเดือน มีนาคม - พฤษภาคม ช่วงนี้จะมีดอกกุหลาบพันปีและกล้วยไม้หลากหลายชนิด แข่งกันบานต้อนรับนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด
  • ฤดูฝน ช่วงประมาณเดือน มิถุนายน-กันยายน โดยมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 12-25 องศาเซลเซียส แต่จะเป็นช่วงที่มีมรสุมและมีฝนตกตลอดเวลาด้วย 
  • ฤดูหนาว ช่วงเดือน ตุลาคม-กุมภาพันธ์ มีอุณหภูมิประมาณ 5-15 องศาเซลเซียส เป็นช่วงที่ท้องฟ้าเปิดและเหมาะสำหรับการเดินป่า แต่อาจจะมีถนนถูกตัดขาดเหนื่องจากหิมะตกหนัก
ฤดูท่องเที่ยวที่เหมาะสม
  • ช่วงเดือนเมษายน –พฤษภาคม เพราะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิตและดอกไม้บาน 
  • ช่วงกลางเดือนตุลาคม - กลางเดือนกุมภาพันธ์ เหมาะสำหรับการเดินทางไปเที่ยวชมบรรยากาศของภูเขาหิมะ
งานเทศกาลสิกขิม สิกขิมมีเทศกาลฉลองของวัดรุมเต็ก แสดงระบำหน้ากาก ซึ่งกำหนดขึ้นตามปฏิทินทิเบต
สกุลเงินสิกขิม : รูปี เงินเหรียญจะมีตั้งแต่ 10,20, 25, 50 Paise และ 1,2, 5 รูปี (1 รูปี เท่ากับ 100 Paise) ส่วนธนบัตร มี 10,20,50, 100 และ 1,000 รูปี อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1 รูปี เท่ากับ 0.9x บาท (อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้)
เทคนิคการใช้เงินและแลกเงิน : หลักในการคิดเวลาซื้อของแบบง่ายคือ 1 รูปีเท่ากับ 1 บาทไทย ซึ่งสามาถแลกเงินรูปีได้จากธนาคารในเมืองต่างๆ หรือที่สนามบิน โดยไม่ควรแลกเงินกับพ่อค้าที่รับแลกเงินทั่วๆ ไป เนื่องจากมีสิทธิ์โดนโกงได้ สำหรับเมืองเล็กๆ ที่อยู่ในชนบทนั้น มักไม่ค่อยมีให้เงินทอน จึงควรเตรียมแลกเป็นแบงก์ย่อยด้วยเพื่อความสะดวก

ไฟฟ้า : ไฟฟ้าในอินเดียมีขนาด 230-240 โวลต์ และลักษณะขาเสียบเป็นขากลม สามขา ดังนั้น ควรเตรียมตัวแปลงปลั๊กไปติดไปด้วยเพื่อสำหรับชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เช่น กล้อง โทรศัพท์

โทรศัพท์ : ถ้าต้องการโทรศัพท์กลับเมืองไทย หรือ โทรไปต่างประเทศจากอินเดีย ให้ใช้บริการของศูนย์บริการ PCO/STD/ISD มีราคาถูกกว่าโทรจากโรงแรมที่พัก โดยไม่แนะนำให้นำโทรศัพท์มือถือจากประเทศไทยไปใช้แล้วเปิดบริการ Roaming เพราะว่าเสียค่าบริการโทรกลับเมืองไทยในราคาแพง ประมาณ 114 บาท/นาที 

• อัตราค่าบริการ สำหรับมือถือของอินเดียนั้น จะมีหมายเลข 10 หลัก ซึ่งสามารถหาซิมการ์ดได้จากศูนย์บริการ PCO/STD/ISD ตามร้านขายโทรศัพท์ทั่วไป ซึ่งจะขายพร้อมบัตรเติมเงิน

วิธีการโทรศัพท์ โทรภายในประเทศอินเดีย กดรหัสเมือง คือ 11 ตามด้วยหมายเลข 10 หลัก ส่วนการโทรกลับเมืองไทย กดรหัสต่างประเทศจากอินเดีย ตามด้วยรหัสประเทศไทย คือ 66 แล้วตามด้วยเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องการ (ตัด 0 ข้างหน้าออก) เช่น เบอร์มือถือ 081 234 5678 ให้กด 00 66 81 234 5678

เวลาทำงานของสิกขิม : สถานที่ราชการของสิกขิมจะเริ่มทำการตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 16.00 น. (วันจันทร์-เสาร์) ส่วนธนาคารจะเปิด 10.00 – 14.00 น. (วันจันทร์-ศุกร์) และวันเสาร์จะเปิดทำการครึ่งวัน ส่วนไปรษณีย์จะเปิดทำการ 09.00-17.30 น.(วันจันทร์-เสาร์) ในส่วนของร้านค้าทั่วไป จะเปิดตั้งแต่ เวลา 10.00 – 20.00 น.

การเตรียมตัวก่อนเดินทางไปสิกขิม สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะไปท่องเที่ยวในสิกขิมนั้น ควรจะเตรียมใจไว้สำหรับความสะดวกสบาย การเดินทาง

เสื้อผ้า  

  • ฤดูใบไม้ผลิ เป็นช่วงที่อากาศเย็นสบาย ควรเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วย บนยอดเขาจะมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี
  • ฤดูฝน ควรเตรียมเสื้อผ้าไปหลายๆ ชุด เพราะฝนตกหนักและมีมรสุมเข้าบ่อย ทำให้มีฝนตกทั้งวัน เสื้อผ้าไม่ควรหนามากนัก ควรเป็นรองเท้าที่โปร่งสบายและทนน้ำได้ดี
  • ฤดูหนาว เป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นมาก อุณหภูมิติดลบ ควรเตรียมเสื้อกันหนาวแบบหนา หมวก ถุงมือ ถุงเท้า
ตัวแปลงปลั๊กไฟ ไฟฟ้าในอินเดียมีขนาด 230-240 โวลต์ และลักษณะเป็นขาเสียบแบบขากลมสามขา ดังนั้น ควรเตรียมปลั๊กแปลงไฟติดไปด้วย

น้ำดื่ม ควรเลือกซื้อน้ำดื่มที่บรรจุขวด ซึ่งพิมพ์วันผลิต วันหมดอายุ และราคาพร้อม ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายของชำทั่วไป

ยาต่างๆ เช่น แก้ปวดหัว แก้หวัด แก้ไข้ แก้ปวดท้อง ยาโรคกระเพาะ แก้ท้องเสีย ผงเกลือแร่ ยา attitude sickness pill เผื่อใครแพ้ที่สูง 

อุปกรณ์อื่น เช่น โลชั่นที่ให้ความชุ่มชื้น ลิปมัน ไฟฉาย (บางเมืองมีปัญหาเรื่องไฟตกบ่อย) ถุงพลาสติกใบใหญ่เพื่อกันเสื้อผ้าเปียกจากความหนาวเย็น ทิชชู ทิชชูเปียกเนื่องจากที่อินเดียมีปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำพอสมควรควรเอาไปเผื่อเวลาใช้เช็ดมือ


แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในสิกขิม


  • หมู่บ้านลาชุง (Lachung) ในอดีต ลาซุงเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างสิกขิมและทิเบตมาก่อน แต่ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นกับทิเบต จึงทำให้มีการปิดเมืองไปนาน เพิ่งจะเปิดเป็นเมืองท่องเที่ยวอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้เอง โดยสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ คือ หุบเขายุมถัง นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ อาจจะไม่สามารถขึ้นมาที่หมู่บ้านนี้ได้ เนื่องจากหิมะตกหนักทำให้เส้นทางนี้ปิด 

  • หุบเขายุมถัง (Yumthang Valley) เมืองแห่งดอกไม้ ที่นี่เป็นสถานที่ที่มีกุหลาบพันปีมากกว่า 24 สายพันธุ์ โดยหุบเขายุมถังจะปิดระหว่างเดือนธันวาคม-มีนาคม เพราะเป็นช่วงที่มีหิมะตกหนักมาก ส่วนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกกุหลาบพันปีจะบานสะพรั่ง รวมทั้งดอกป๊อบปี้ ดอกไอริส และดอกไม้อื่นๆ อีกมากมาย ส่วนในช่วงฤดูร้อน วิวทิวทัศน์จะเปลี่ยนแปลงไป โดยเห็นวิถีชีวิตชาวบ้านนำสัตว์เลี้ยงออกมากินหญ้าเต็มท้องทุ่งนั้น

  • เมืองกังต็อก (Gangtok) เมืองหลวงของสิกขิม ตั้งอยู่ทางด้านล่างของเทือกเขาหิมาลัย เมื่อก่อนเป็นเพียงเมืองเล็กๆ จนกระทั่งได้มีการก่อสร้างวัดเอนเชย์ (Enchey Monostery) ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1840 จึงทำให้กังต็อกกลายมาเป็นเมืองศูนย์กลางสำหรับนักแสวงบุญ และกลายเป็นที่พักระหว่างที่สำคัญระหว่างทิเบตกับอินเดีย

  • เมืองดาร์จิลลิ่ง (Darjeeling) “ราชินีแห่งขุนเขา” ที่ขึ้นชื่อในเรื่องชา ถือเป็นแหล่งผลิตชาที่ดีแห่งหนึ่งในโลก นอกจากนี้ ยังมีรถไฟสายดาร์จีลิงหิมาลายันเรลเวย์ (Darjeeling Himalayan Railway) ซึ่งได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก 
 
  • ไทเกอร์ฮิลล์ (Tiger Hill) เป็นจุดชมวิวยอดฮิตทางตอนใต้ของเมืองดาร์จีลิ่ง อยู่ห่างออกไปประมาณ 11 กิโลเมตร ในฤดูท่องเที่ยวสามารถจองรถจิ๊ปจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว DGAHC ราคาเหมาคันละ 450 รูปี แต่ถ้าไม่ได้จองแล้วเลือกไปแบบแชร์จี๊ปจะเสียเงินแค่คนละ 100 รูปี แชร์จิ๊ปเริ่มให้บริการตั้งแต่เวลาประมาณ 4.30 น.เป็นต้นไป
   
  • วัดกูม (Ghoom Monastery) วัดเก่าแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1875 มีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะพระพุทธรูป Maitreya Buddha ที่สูงถึง 5 เมตร เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 6.00-16.30 น. วัดนี้อยู่ระหว่างไทเกอร์ฮิล 

  • Zoological Park สวนสัตว์นี้น่าสนใจเพราะรวบรวมสัตว์ในแถบหิมาลัยเอาไว้ เช่น เสือไซบีเรียน หมาป่าทิเบต แพนด้าแพงและเสือดาวหิมะ สวนสัตว์ตั้งอยู่ห่างจากชอว์ราสตาประมาณ 2.5 กิโลเมตร เปิดตั้งแต่ 08.30-16.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 100 รูปี

  • เทือกเขาคันชังจุงก้า (Khanchendzonga) เทือกเขาที่สูงเป็นอันดับสามของโลก อยู่ในเขตสิกขิมของอินเดีย ประกอบไปด้วยอดเขาทั้งหมด 5 ยอดเขา ซึ่ง 4 ใน 5 ยอดเขานี้คือยอดเขา ไทเกอร์ฮิล (TigerHill) ความสูง 8,450 เมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมไปชม ในวันที่อากาศสดใส สามารถมองเห็นเทือกเขาคันเซ็งฌองกาได้จากหลายเมือง ทั้งสิกขิม กาลิมปง เพลลิ่ง ทั้งนี้ ชาวสิกขิมให้ความเคารพนับถือเทือกเขาคันเซ็งฌองกามาก เนื่องจากถือว่าเป็นเทืองเขาศักดิ์สิทธิ์

  • ทะเลสาบฉางโก (Tsomgo Lake) ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของสิกขิม ทะเลสาบนี้มีลักษณะคล้ายรูปไข่ มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ลึกประมาณ 15 เมตร ถือเป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูและชาวพุทธ ในช่วงหน้าหนาว อากาศหนาวเย็นจนน้ำในทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง 

  • เมืองลาเชน (Lachen) มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย เช่น จุดชมวิวเทือกเขาหิมาลัย หรือหุบเขาชอบตา (Chopta Valley) ปัจจุบันเมืองลาเซ็นได้รับการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยรัฐบาลของสิกขิม 

  • หุบเขาธอปตา (ChoptaValley) อยู่ทางตอนเหนือของสิกขิม ตั้งอยู่ที่ความสูง 4,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นจุดท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยดอกไม้ กล้วยไม้ กุหลาบพันปี และพันธุ์ไม้ต่างๆ

  • เมืองเพลลิง (Pelling) รอบๆบริเวณเมืองเพลลิง เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์และน้ำตกหลายแห่ง

  • เมืองหยกสม (Yuksom) เมืองหลวงแห่งแรกของสิกขิม ที่มีเรื่องราวประวัติศาสตร์มากมาย นอกจากนี้ที่นี่ ยังเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางการเดินป่าและไต่เขาของสิกขิมด้วย โดยเส้นทางที่สำคัญและได้รับความนิยมมากคือเส้นทางสาย “ฌองกรี(Dzongri) และการเดินไปถึง “เบสแคมป์ (BaseCapm) ของยอดเขาคันเช็งฌองกา 

  • วัดโพดอง (Phodong Monastery) ตั้งอยู่บนเนินเขา ทางผ่านของทางหลวงที่มุ่งหน้าสู่สิกขิมเหนือ ห่างจากตัวเมืองกังต็อกประมาณ 40 กิโลเมตร วัดนี้อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก แต่ในส่วนของอาคารหลักภายในวัด ลามะจะไขกุญแจให้เข้าชมด้านในก็ต่อเมื่อมีไกด์ท้องถิ่นเข้าไปขออนุญาตเป็นรายกรณีไป ความน่าสนใจของวัดนี้คือ เป็นวัดเก่าที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ภายในห้ามถ่ายรูปเด็ดขาดเพราะรวบรวมเครื่องใช้ของ “กามาปา” (Karmapa) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นของล้ำค่าศักดิ์สิทธิ์ลักษณะคล้ายอาสนะของพระในเมืองไทย 

  • นอกจากของใช้เก่าแก่ด้านในแล้วยังโดดเด่นตรงจิตรกรรมฝาผนังตรงทางเข้าที่มีชื่อว่า “วงล้อแห่งชีวิต” (Wheel of Life) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา สะท้อนถึงการดำรงอยู่ของโลก วงล้อนี้จะถูกปีศาจยักษ์คาบไว้ แสดงถึงความต้องการอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์ ที่จุดศูนย์กลางของวงล้อมีสัตว์ 3 ชนิด ได้แก่ นกยูง งู และหมู โดยนกยูงหมายถึง ความปรารถนาราคะจริต งู หมายถึง ความโกรธโมหะจริต และ หมู หมายถึง ความก้าวร้าวและโง่เขลา ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้เป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากต่างๆ ขึ้นบนโลก

  • วัดรุมเต็ก หน้าร้อนเปิด 08.00-17.00 น. หน้าหนาวเปิด 10.00-17.00 น. สำหรับ Golden Stupa ถือว่ามีความสำคัญมากเพราะเป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากร่างพระสังฆราชเกลวา การ์ปาที่ 16 นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่ประกอบพิธีบูชาผู้สืบเชื้อสายจากพระสังฆราช

  • วัดเอนเซย์ (Enchey Monastery) วัดเก่าแก่อายุราว 200 ปี สร้างโดยลามะ Drupthob Karbo ตามลักษณะรูปทรงเจดีย์จีน วัดนี้ดังเรือ่งระบำหน้ากาก ซึ่งเป็นงานประจำปี จัดทุกวันที่ 18 และ 19 ของเดือน ตามปฏิทินจันทรคติ

  • ตาชิวิวพอยต์ (Tashi Viewpoint) ว่ากันว่าเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดในกังต็อก ในวันที่อากาศดีอาจมองเห็นยอดเขาคันเชงจุงก้าและยอดเขาชิโนชู รวมไปถึงวัดโพดองและวัดลาบรัง ซึ่งอยู่ห่างออกไปนอกเมืองด้วย

  • สถาบันทิเบตนัมเกล (Namgyal Institute of Tibetology) พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการมอบทุนให้กับการศึกษาพระพุทธศาสนาที่สำคัญของโลก ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปด้านใน เปิด 10.00-16.00 น. วันจันทร์-วันเสาร์

  • กระเช้าลอยฟ้า (Gangtok Ropeway) ยืนชมวิวมุมสูงจากกระเช้าขนาดใหญ่ กระเช้าหนึ่งบรรจุได้ 24 คน มีทั้งหมด 3 สถานี ได้แก่ สถานีที่หนึ่ง สถานีตลาดเดโอราลี อยู่ต่ำสุด สถานีที่สอง สถานัมมัง และสถานีสุดท้าย สถานีดาร์จีลิ่ง ซึ่งอยู่สูงที่สุด เปิด 9.30 – 17.00 น.

ประวัติศาสตร์สิกขิม (Sikkim History) 
  • ก่อนศตวรรษที่ 18 ประชากรส่วนใหญ่ในสิกขิมเป็นชาวเลปชา ซึ่งอพยพมาจากทิเบต ดังนั้นชาวเผ่ารุ่นแรกๆจะเป็นชนเผ่านัมกยาล สืบเชื้อสายจากมินยักในทิเบต 
  • ในปี ค.ศ. 1268 เจ้าชายแห่งนัมกยาล นามว่า คเยบุ มซา ได้เสด็จไปช่วยสร้างวัดนิกายศักยะขึ้นในทิเบต และทรงผูกมิตรกับชาวเลปซา นามว่า เตกงเท็ก เมื่อเตกงเท็กเสียชีวิต ชาวเลปชาจึงได้ยกคุรุตาชี โอรสองค์ที่ 4 ขึ้นเป็นช็อกยัล หรือกษัตริย์ ในปี ค.ศ.1642 ปกครองเป็นรัฐอิสระ
  • จนถึงปี ค.ศ.1700 ภูฎานได้รุกรานสิกขิม ช็อคยัลจึงได้เสด็จลี้ภัยไป และได้สร้างวัดขึ้นที่เปมารยังเซ และตาชีดิง ทรงคิดประดิษฐ์อักษรเลปชาขึ้น ก่อนที่จะถูกลอบปลงพระชนม์ ในปี ค.ศ. 1717 โดยตามคำบัญชาของเจ้าหญิงเปย์ วอมกโม ผู้ภักดีต่อภูฎาน
  • ในต้นศตวรรษที่ 19 บริษัทอีสต์อินเดีย ได้เข้ามาบุกเบิกเทือกเขาหิมาลัย เพื่อเป็นทางผ่านเพื่อทำการค้ากับทิเบต จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1814 อังกฤษทำสงครามกับเนปาล สิกขิมได้ช่วยอังกฤษ เพื่อเป็นการตอบแทน อังกฤษจึงยกเขตเตรายของเนปาลเป็นการตอบแทน
  • ในปีค.ศ. 1816 พระเจ้าซุกฟุด นัมกยัล ก็ทรงมอบเขาดาร์จีลิงให้อังกฤษทำรีสอร์ทเพื่อแสดงไมตรี แต่ไม่นานความสัมพันธ์เริ่มเกิดปัญหาเมื่ออังกฤษยึดเขตเตรายคืน และตั้งต้นเป็นผู้อารักขาอาณาจักรแห่งนี้ ซึ่งในศตวรรษที่ 18 นี้ ได้มีชาวเนปาลจำนวนมากอพยพเข้าอาณาจักรนี้ จนเป็นประชากรส่วนใหญ่ จนกระทั่งต่อมา อินเดียก็ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษเช่นกัน
  • อินเดียประกาศอิสรภาพอิสระในปี ค.ศ. 1950 จึงทำให้สิกขิมยอมทำสนธิสัญญาเป็นเมืองภายใต้การดูแลของอินเดียแทน ซึ่งช็อกยัล ได้แสดงว่าจะรวมกับอินเดียในระดับหนึ่งเท่านั้น
  • ในปี ค.ศ. 1975 ประชาชนเกิดการลุกฮือขึ้นมา เพื่อเรียกร้องให้ใช้ระบบประชาธิปไตยแทนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (โดยได้รับการสนับสนุนจากอินเดีย) เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ระบบการปกครองโดยกษัตริย์ต้องมีอันล้มเลิกไป และส่งผลให้สิกขิมได้กลายเป็นรัฐหนึ่งของประเทศอินเดีย
  • ปัจจุบัน สิกขิมมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนในแต่ละปีอย่างมากมาย เนื่องจากสิกขิมยังมีธรรมชาติที่บริสุทธิ์ สภาพภูมิประเทศที่สวยงาม และความเสถียรภาพการเมืองที่ดี


สิ่งน่ารู้ในสิกขิม (Know That in Sikkim)

กงล้อแห่งชีวิต (The wheel of Life) 

  • รูปภาพกงล้อแห่งชีวิต เป็นสิ่งที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงปรัชญาความคิดพื้นฐานตามแบบศาสนาพุทธ ที่ว่าการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์เรานั้น มาจากกรรมที่ได้ทำเอาไว้ โดยวงในสุดตรงกลางกงล้อ จะมีสัตว์สามชนิด ที่เป็นสัญลักษณ์แทนกิเลสมนุษย์ คือ 1.ไก่ หมายถึง ความโลภ 2.งู หมายถึง ความโกรธ และ 3.หมู หมายถึง ความเพิกเฉยและขี้เกียจ  
  • วงกลมถัดมา ที่ห่อหุ้มสัตว์ทั้งสามตัว จะแบ่งเป็นสีขาวและดำอย่างละครึ่ง ในโซนสีขาวจะเป็นรูปของมนุษย์หรือเทพต่างๆ หมายถึงสิ่งดีๆ หรือชาติภพที่ดี โดยหากมนุษย์ทำความดี ก็จะได้เกิดใหม่เป็นมนุษย์หรือเทพที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนโซนสีดำ จะหมายถึง สิ่งเลวร้าย ปิศาจ ความชั่ว หรือชาติภพที่ไม่ดี หากมนุษย์คนใดทำชั่ว ในภพหน้าก็จะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานหรือปีศาจอย่างในรูป 
  • วงกลมใหญ่ จะแบ่งออกเป็นส่วนๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงดินแดนสวรรค์ โลกของมนุษย์ โลกของสัตว์ และดินแดนนรก
  • วงกลมนอกสุด จะแสดงถึงช่วงชีวิตที่มนุษย์จะพานพบทั้ง 12 ช่วงของชีวิต ทั้งนี้ กงล้อแห่งชีวิตจะถูกสัตว์ประหลาดประคองด้วยฟัน เล็บมือ และเท้าอยู่ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรัก โลภ โกรธ หลงของมนุษย์ที่ยังตัดกิเลสไม่ขาดนั่นเอง
สัญลักษณ์ของความโชคดีแปดอย่าง (Eight Lucky Signs หรือ Tashi Tagein Tibetan)

1.ฉัตรทอง Dug (Parasol) เป็นสัญลักษณ์แทนตัวพระพุทธเจ้า ซึ่งจะช่วยปกป้องจิตใจของคนเราให้พ้นจากกิเลสทั้งปวง เปรียบเสมือนร่มที่ช่วยป้องกันคนเราจากความร้อนของแสงแดด

2.ธงแห่งชัยชนะ Gyaltsen (Banner of Victory) เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะที่ความดีมีเหนือความชั่ว

3.ปลาทองคู่ Sernya (A pair of Golden Fish) เป็นสัญลักษณ์แทนการกลับมาเกิดใหม่และยังหมายถึงการมองเห็นและรับรู้ที่ปราศจากอุปสรรค เหมือนกับปลาที่สามารถมองเห็นในน้ำขุ่นได้

4.เปลือกหอยสังข์ Dhunkar (Conch Shell) เป็นสัญลักษณ์แทนเสียงก้องกังวานของธรรมะ

5.แจกัน Bhumpa (Vase) เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง สุขภาพดี และการมีอายุยืนยาว

6.ดอกบัว Peme (Lotus) เป็นสัญลักษณ์ของการตรัสรู้ เปรียบเสมือนดอกบัวซึ่งเกิดขึ้นมาจากโคลนตมแต่ก็ยังสะอาดบริสุทธิ์

7.ปมเชือก Paibheu (Knot of Etenity) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Lucky Net ซึ่งปมเชือกที่ผูกนั้นไม่มีการเริ่มต้นและไม่มีการสิ้นสุด เปรียบได้กับความเป็นนิรันดร์

8. ธรรมจักร Choekyi Khorlo (The Whell of Dharma) เป็นสัญลักษณ์คำสอนของพระพุทธเจ้า


ประเพณีการแต้มหน้าผาก (Bindi) 

ประเพณีการแต้มหน้าผาก (Bindi) คือ การแต้มจุดแดงบนหน้าผากของผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว บ้างก็บอกว่ากลางหน้าผากที่แต้มจุดนั้น เป็นศูนย์รวมของประสาททุกอย่างของร่างกาย บ้างก็บอกว่าแทนดวงตาดวงที่สามหรือดวงตาวิเศษที่มองเห็นจิตวิญญาณ แต่ปัจจุบัน ผู้คนก็ไม่ได้เคร่งครัดเหมือนเมื่อก่อน ผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานก็สามารถจะแต้มหน้าผากได้เช่นกัน โดยผู้คนจะมองการแต้มหน้าผากเป็นแฟชั่นมากขึ้น และยังมีการแต่มแบบอื่นที่ไม่ใช่จุดกลมๆ ด้วย เช่น เป็นเส้นหรือรูปหยดน้ำ เป็นต้น

ความเชื่อเกี่ยวกับบ้านที่อยู่อาศัยของชาวสิกขิม

1.สำหรับบ้านที่มีฐานะ เขาจะสร้างแท่นบูชาคล้ายเจดีย์เอาไว้หน้าบ้าน โดยด้านบนก็จะมีช่องสำหรับเผาสนด้วย ถ้าบ้านไหนมีฐานะไม่ดี ก็อาจจะแค่นำถาดวางแล้วเผากิ่งสนบนถาดนั้น
2.ตามบ้านเรือนของชาวสิกขิม มักจะแขวนเครื่องราวเอาไว้หน้าบ้าน เพื่อให้มีแต่สิ่งดีๆ เข้าบ้าน
3.นอกจากจะแขวนเครื่องรางแล้ว ชาวบ้านจะนิยมวาดสัญลักษณ์เครื่องราวไว้ที่ประตูบ้าน เพื่อให้มีแต่ความโชคดีด้วย

ข้อควรปฏิบัติในการเข้าวัดของสิกขิม

1.ห้ามถ่ายภาพด้านในตัวโบสถ์ ยกเว้นเพียงบางแห่งเท่านั้นที่อนุญาตให้ถ่ายภาพด้านในได้ แต่อาจจะมีการเก็บค่าธรรมเนียม โดยส่วนใหญ่จะมีป้ายแจ้งไว้บริเวณทางเข้า 

2.ที่นั่งทำเป็นเบาะหรือยกพื้นสูงมาภายในโบสถ์นั้น ส่วนใหญ่จะจัดไว้สำหรับลามะนั่งสวดมนต์หรือทำพิธีเท่านั้น จึงไม่ควรไปนั่งเล่นในที่นั่งภายในตัวโบสถ์

3.ถอดรองเท้าก่อนเข้าตัวโบสถ์เสมอ

4.ใส่ชุดที่สุภาพเรียบร้อย

5.การเดินชมภายในโบสถ์ที่ถูกวิธีคือการเดินตามเข็มนาฬิกา

6.อย่าส่งเสียงดัง และเคารพสถานที่


เว็บสำเร็จรูป
×